นายพรหมมินทร์ ชี้ว่าประเด็นที่ควรเน้นย้ำ คือการบังคับใช้กฎหมาย และการกวดขันไม่ให้มีการนำออกมาขับขี่บนถนนใหญ่มากกว่า โดยเสนอแนวทางกวดขันเป็น 3 ระดับ
ลูกหลานต้องสื่อสารกับผู้สูงอายุว่ารถประเภทนี้ให้ใช้งานในบริเวณบ้านหรือชุมชนเท่านั้น โดยให้เหตุผลที่ชัดเจนมากกว่าการสั่งห้ามเพียงอย่างเดียว เพราะผู้สูงอายุอาจต่อต้านได้ หรือในกรณีที่ผู้สูงอายุมีความจำเป็นต้องออกไปทำธุระข้างนอก เช่น ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ลูกหลานสามารถจัดเวรทำหน้าที่ดูแลเป็นพาไปส่งได้หรือไม่
ทั้งนี้การที่ผู้สูงอายุขับขี่รถสามล้อไฟฟ้าออกถนนใหญ่ ยังเพิ่มความเสี่ยงด้านภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวด้วย เพราะหากเกิดอุบัติเหตุไม่มี พ.ร.บ.คุ้มครอง ไม่มีการชดเชยและเยียวยา
ผู้นำชุมชนทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อบต. หรือเจ้าหน้าที่ต่างๆ ต้องมีการพูดคุยกันและออกมาตรการทางชุมชนที่ชัดเจน เช่น มีการประกาศเสียงตามสายหรือติดป้ายย้ำเตือนไม่ให้นำรถสามล้อไฟฟ้าไปใช้นอกชุมชนหรือบนถนนใหญ่ มีการให้ข้อมูลถึงความอันตรายอย่างสม่ำเสมอ
ทั้งนี้ชุมชนถือว่ามีความสำคัญและควรมีบทบาทอย่างมาก ในกรณีผู้สูงอายุบางส่วนที่อยู่เพียงลำพังหรือไม่ได้มีลูกหลานดูแลตลอดเวลา และจำเป็นต้องใช้รถประเภทนี้ในการเดินทางไปทำธุระจำเป็น เช่น ไปซื้ออาหาร ไปรับยาที่โรงพยาบาล ซึ่งชุมชนอาจหามาตรการอื่นมาเสริม โดยทำการสำรวจว่าผู้สูงอายุในชุมชนที่จำเป็นต้องเดินทางมีกี่คนและใครบ้าง ก่อนออกแบบแนวทางช่วยเหลือและป้องกัน เช่น จัดหาอาสาสมัครมาช่วยดูแล จัดเที่ยวรถเพื่อรับ-ส่งผู้สูงอายุไปทำธุระไปโรงพยาบาล เป็นต้น
...
“มีตัวอย่างที่ดีที่เกิดขึ้นในหลายๆ ตำบล โดยเฉพาะในต่างจังหวัด เช่น การจัดรถรับส่งดูแลกันและกัน เชิญหมอจากโรงพยาบาลมาให้บริการถึงชุมชน จัดสรรให้ อสม.ดูแลประจำบ้าน ก็จะช่วยลดการเดินทางด้วยตัวเองของผู้สูงอายุได้”
ในส่วนของเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย เช่น ตำรวจ อาสาตำรวจ ต้องเข้ามาตรวจสอบหรือป้องกันไม่ให้มีการขับออกนอกพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันตำรวจก็มีการกวดขันเข้าไปตักเตือนเมื่อพบการใช้งาน อย่างไรก็ดีอาจหลุดรอดไปได้ จึงต้องมีการป้องกันตั้งแต่ระดับครอบครัว