ในช่วงที่ผ่านมา สื่อไทยมักหยิบยกประเด็นวิพากษ์วิจารณ์แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนบางราย โดยกล่าวหาว่าดำเนินธุรกิจในลักษณะ "ขายแล้วทิ้ง" คือมุ่งเน้นแต่ยอดขายแต่กลับละเลยบริการหลังการขาย แม้คำวิจารณ์นี้อาจฟังดูรุนแรง แต่เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์จริงแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าเป็นข้อวิจารณ์ที่ตรงประเด็นและสะท้อนความเป็นจริงอย่างยิ่ง
ลองดูข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น: แบรนด์จีนบางรายที่เคยมีโชว์รูมและศูนย์บริการในไทยมากกว่า 10 แห่ง ปัจจุบันกลับเหลือเพียง 3 แห่งเท่านั้น โดยแบ่งเป็นแห่งเดียวในกรุงเทพฯ และอีก 2 แห่งในต่างจังหวัด การที่ตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการทยอยปิดตัวลงเช่นนี้ ทำให้ผู้บริโภคไม่มีที่พึ่งเมื่อต้องการนำรถเข้าซ่อมแซม เจ้าของรถบางรายถึงกับต้องรอคอยอะไหล่นานถึง 4-5 เดือน ซึ่งการต้องทนรออย่างไร้ทางเลือกในขณะที่รถยนต์จอดเสียอยู่นั้น ถือเป็นความทุกข์ยากลำบากที่ไม่มีใครควรต้องเผชิญ
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ มีบริษัทประกันภัยบางแห่งปฏิเสธที่จะรับประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนบางรุ่นไปแล้ว แล้วผู้บริโภคจะกล้าซื้อรถยนต์ที่แม้แต่บริษัทประกันภัยยังไม่ยอมรับความเสี่ยงได้อย่างไร?
ข้อมูลตัวเลขเป็นเครื่องยืนยันในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี โดยในช่วงปี 2024 ถึง 2026 มีการร้องเรียนเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 1,348 รายการ นอกจากนี้ สภาองค์กรของผู้บริโภคยังได้รับเรื่องร้องเรียนอีกกว่า 300 รายการ ซึ่งส่วนใหญ่ระบุถึงปัญหาการขาดแคลนอะไหล่และระยะเวลาในการซ่อมแซมที่ยาวนานเกินควร ท้ายที่สุดแล้ว การเร่งยอดขายเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การสร้างความอุ่นใจให้กับเจ้าของรถในระหว่างการใช้งานนั้นถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน
แม้ราคาที่ต่ำจะเป็นปัจจัยดึงดูดใจ แต่รถยนต์ไม่ใช่สินค้าที่ใช้แล้วทิ้ง หากบริการหลังการขายไม่มีคุณภาพ รถยนต์ที่ราคาถูกที่สุดก็อาจกลายเป็นกับดักได้ แบรนด์จากจีนจำเป็นต้องตระหนักว่า การจะสร้างฐานที่มั่นในตลาดไทยอย่างยั่งยืนนั้น แนวทางการทำธุรกิจแบบ "ขายแล้วทิ้ง" (sell-and-run) จะไม่ช่วยให้ไปได้ไกลนัก