บ้าน > บล็อก > บริษัทประกันภัยปฏิเสธการรับประกันภัย—วิกฤตประกันภัยที่เจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าในไทยกำลังเผชิญ

บริษัทประกันภัยปฏิเสธการรับประกันภัย—วิกฤตประกันภัยที่เจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าในไทยกำลังเผชิญ

โดย Evelyn July 29th, 2026 5 การดู
คุณเคยจินตนาการไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากคุณขับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) สุดรักไปต่อประกันภัย แต่กลับถูกบริษัทประกันปฏิเสธอย่างสุภาพ? นี่ไม่ใช่แค่เรื่องสมมติ แต่เป็นสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นจริงในประเทศไทย
ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการอุดหนุนของภาครัฐและการรุกตลาดอย่างหนักของแบรนด์รถยนต์จากจีน ส่งผลให้ผู้ใช้จำนวนมากหันมาเปลี่ยนจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า ทว่าในขณะที่สังคมกำลังถกเถียงกันเรื่องความเพียงพอของสถานีชาร์จไฟ กลับมีวิกฤตการณ์ที่เงียบเชียบแต่แฝงไปด้วยปัญหาใหญ่ก่อตัวขึ้น นั่นคือการที่บริษัทประกันภัยเริ่มหันหลังให้กับเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า
ข้อมูลจากสมาคมประกันวินาศภัยไทยระบุว่า บริษัทประกันภัยราว 30% ถึง 40% ได้ยุติการรับประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว หลายบริษัทประกาศระงับการรับประกันภัยสำหรับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นเฉพาะเจาะจง หรือเปลี่ยนไปใช้วิธีพิจารณาเป็นรายกรณีแทน นอกจากนี้ เบี้ยประกันภัยยังพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยขยับจากราคาเฉลี่ยปีละ 20,000 บาท ไปอยู่ที่ระดับ 25,000 หรือแม้กระทั่ง 28,000 บาท ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ แม้คุณจะยินดีจ่ายเบี้ยประกันที่แพงขึ้น แต่คุณก็อาจยังประสบปัญหาในการหาบริษัทประกันภัยที่ยอมรับทำประกันให้คุณได้

ทำไมบริษัทประกันภัยถึงมีความกังวล? เหตุผลนั้นเรียบง่ายมาก
ปัญหาใหญ่ที่สุดคือต้นทุนการซ่อมแซมที่สูงลิ่ว รถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมสูงกว่ารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในถึง 50% เฉพาะชุดแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียวก็มีราคาสูงถึง 70% ถึง 80% ของราคารถทั้งคัน ซึ่งหมายความว่าแม้จะเกิดการชนเพียงเล็กน้อย ก็อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ยกชุด แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนหลายแห่งใช้แนวทางการออกแบบที่เน้นการเปลี่ยนชิ้นส่วนใหม่มากกว่าการซ่อมแซม เช่น หากไฟหน้าดวงหนึ่งเสีย ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งคู่ สำหรับในประเทศไทย การมีศูนย์บริการไม่ครอบคลุม การต้องพึ่งพาชิ้นส่วนนำเข้า และระยะเวลาการขนส่งที่ยาวนาน ส่งผลให้ต้นทุนการเคลมประกันพุ่งสูงขึ้นจนยากจะควบคุม บริษัทประกันภัยบางแห่งมีอัตราส่วนความเสียหาย (Loss Ratio) สูงเกินกว่า 120% ซึ่งหมายความว่าทุกๆ 1 บาทที่ได้รับจากเบี้ยประกันภัย บริษัทต้องจ่ายเงินชดเชยค่าสินไหมทดแทนไปถึง 1.20 บาท
ราคาของรถยนต์ที่ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญเช่นกัน แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนมักมีการลดราคาอย่างหนัก รถยนต์ที่เคยมีราคาหนึ่งล้านบาทในวันนี้ อาจวางจำหน่ายเป็นรถใหม่ในราคาเพียง 750,000 บาทในอีกไม่กี่เดือนถัดมา อย่างไรก็ตาม บริษัทประกันภัยมักรับประกันภัยโดยอิงจากราคาเดิมที่สูงกว่า ทำให้บริษัทต้องรับผิดชอบจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามมูลค่านั้นเมื่อเกิดการเคลม ความไม่สอดคล้องกันระหว่างวงเงินความคุ้มครองกับมูลค่ารถที่แท้จริงนี้ ทำให้บริษัทประกันภัยต้องเผชิญกับความยากลำบากในการบริหารจัดการ

สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อผู้ผลิตรถยนต์เองก็ตกอยู่ในภาวะสั่นคลอน จากข่าวที่ว่าแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) บางรายจากจีนกำลังเผชิญกับภาวะล้มละลาย ทำให้บริษัทประกันภัยต่างกังวลว่า หากผู้ผลิตต้องปิดตัวลง จะหาอะไหล่ทดแทนจากที่ไหน และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบการซ่อมแซม ความไม่แน่นอนนี้สร้างความกังวลอย่างมากให้กับวงการประกันภัย
สำหรับเจ้าของรถ EV ในไทย นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เมื่อถึงเวลาต่ออายุประกันภัยในปีหน้า คุณอาจต้องเผชิญกับเบี้ยประกันที่พุ่งสูงขึ้นถึง 60%–80% หรืออาจถึงขั้นไม่สามารถหาบริษัทรับทำประกันภัยได้เลย
สมาคมประกันวินาศภัยไทยระบุว่า คาดว่าจะมีการเปิดตัวรูปแบบการประกันภัยใหม่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 โดยผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเสนอให้นำแนวทางของจีนมาปรับใช้ ซึ่งเป็นการแยกทำประกันภัยสำหรับแบตเตอรี่และตัวรถออกจากกัน อย่างไรก็ตาม ในระหว่างนี้เจ้าของรถ EV ทุกคนควรเตรียมตัวให้พร้อม เพราะการทำประกันภัยครั้งต่อไปอาจไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป
คำกล่าวที่ว่า "ซื้อรถนั้นง่าย แต่การดูแลรักษานั้นยาก" ได้กลายเป็นความจริงในบริบทใหม่สำหรับยุคของรถยนต์ไฟฟ้า
ราคาขายต่อของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยดิ่งลงอย่างหนัก โดยหลังจากผ่านไป 36 เดือน มูลค่าของรถจะเหลือเพียง 30% เท่านั้น แล้วใครจะยังกล้าซื้อรถคันใหม่อีก?
ก่อนหน้า
ราคาขายต่อของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยดิ่งลงอย่างหนัก โดยหลังจากผ่านไป 36 เดือน มูลค่าของรถจะเหลือเพียง 30% เท่านั้น แล้วใครจะยังกล้าซื้อรถคันใหม่อีก?
อ่านเพิ่มเติม
หมวดหมู่บล็อก